หน่วยงานประทีปของไทย เป็นหน่วยงานดำเนินการด้านพันธกิจเผยแพร่พระวจนะของพระเจ้าในลักษณะบทเรียนทางไปรษณีย์ ตั้งอยู่เลขที่ 57/3 ถนนทุ่งโฮเต็ล ซอย3/1 ต. วัดเกตุ อ. เมือง จ. เชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50000 โทร. 0-5324-2702 e-mail: lamp_thailand@yahoo.com website: (www.lampofthailand.com) ภายใต้คณะกรรมการพันธกิจการเผยแพร่และพัฒนาคริสตจักร สภาคริสตจักรในประเทศไทย เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1972 สืบเนื่องจากการประชุมสภาคริสตจักรในประเทศไทย สมัยสามัญครั้งที่ 12 เดือนธันวาคม ค.ศ.1970 ผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตว่า คริสตศาสนิกชนกำลังหิวกระหายอาหารฝ่ายวิญญาณจิต คือการศึกษาพระวจนะของพระเจ้าโดยวิธีหนึ่งวิธีใด สิ่งเหล่านี้เป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผลจากการแบ่งกลุ่มอภิปรายสองกลุ่มในสี่กลุ่มได้เสนอให้สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีนโยบายจัดบทเรียนพระคริสตธรรมทางไปรษณีย์ วิทยาลัยพระคริสตธรรมแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย กับกองคริสเตียนศึกษาและบรรณศาสตร์ของสภาฯ ได้รับนโยบายดังกล่าว ร่วมมือกันจัดบทเรียนที่จะสอนพระคริสตธรรมทางไปรษณีย์ขึ้น เพื่อให้ชาวไทยได้รู้จักวิธีที่จะรับพระพรอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า
ในระยะแรกเป็นการดำเนินการในลักษณะของโครงการโดยใช้ชื่อว่า โครงการ“ประทีปของไทย” อันหมายถึงพระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” (สดุดี 119 : 105) มีจุดประสงค์ที่จะเผยแพร่พระวจนะให้ชาวไทยรับพระวจนะนั้น ซึ่งเปรียบเป็นประทีปที่แท้จริง ต่อมาในวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1972 ได้มีพิธีเปิดการดำเนินกิจการงานประทีปของไทย ณ ตึกศูนย์ศิลปะของวิทยาลัยพระคริสตธรรม เชียงใหม่ มีศาสนาจารย์จรัล อุประคำ ประธานคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่ เป็นผู้ประกอบพิธี มีคณาจารย์และผู้มีเกียรติอีกหลายท่านได้เข้าร่วมพิธี ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กิจการงานของประทีปของไทยก็เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วโดยพระคุณของพระเจ้า ในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ผู้ที่ศึกษาพระวจนะทางไปรษณีย์ประทีปของไทยมีจำนวนประมาณ 2,500 คน จากหลายที่หลายแห่ง ทั้งที่เป็นคริสตชนและไม่เป็นคริสตชน ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากการดำเนินงานของกรรมการชุดก่อตั้ง อันประกอบด้วย ศาสนาจารย์เจ.ที.พอล มานีคัม อาจารย์ประกาย นนทวาสี อาจารย์แม้น พงศ์อุดม ศาสนาจารย์สำราญ กวงแหวน ดร.อี.จอห์น แฮมลิน อาจารย์ซารา ไวลี่ อาจารย์ประดิษฐ์ นามชัย และส่วนหนึ่งก็มีอาจารย์บางท่านที่กรุณาเขียนบทเรียน และช่วยตรวจสำนวนภาษาอีกส่วนหนึ่งด้วย
เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานของประทีปของไทย ซึ่งเจริญงอกงามขึ้นเป็นลำดับและด้วยการเล็งเห็นความสำคัญของพันธกิจส่วนนี้ ทางสภาฯ และคณะกรรมการอำนวยการของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ได้มีการประชุมเมื่อเดือนตุลาคม 1972 และลงมติตั้งกรรมการอำนวยการชุดใหม่สำหรับประทีปของไทย และยกฐานะประทีปของไทยขึ้นเป็นแผนกหนึ่งของสภาคริสตจักรในประเทศไทย และแต่งตั้งศาสนาจารย์เจ.ที.พอล มานีคัม เป็นผู้อำนวยการ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงเดือนเมษายน 1973 ประทีปของไทยมีสำนักงานอยู่ที่บริเวณศูนย์ศึกษาคริสเตียนบริการบ้านป่ากล้วย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ
เนื่องจากอาคารที่ทำงานเป็นลักษณะของบ้านที่อยู่อาศัย แต่ได้ดัดแปลงเป็นอาคารที่ทำงาน จึงมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สะดวก และประจวบกับงานได้ขยายเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีมากขึ้นด้วย ผู้อำนวยการฯจึงได้วางโครงการให้มีการก่อสร้างอาคารที่ทำการใหม่เป็นโครงการระยะยาว เสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการในปี 1974 ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการประทีปของไทยและเจ้าหน้าที่สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้เห็นชอบและได้อนุมัติให้เริ่มหาทุนทรัพย์ที่จะสร้างอาคารใหม่ได้ มีคริสตชนในประเทศไทยได้เริ่มถวายเพื่อโครงการนี้บ้าง คณะกรรมการอำนวยการพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้อนุมัติให้ทำหนังสือร้องขอความช่วยเหลือไปยังสภาคริสตจักรสากล ณ กรุงเจนีวา ในปี 1974 ต่อมาได้รับคำตอบจากสภาคริสตจักรสากลว่า ไม่สามารถที่จะช่วยโครงการนี้ได้ เพราะว่าสภาคริสตจักรสากลไม่มีนโยบายในการช่วยเหลือการก่อสร้างอาคาร ดังนั้นผู้อำนวยการพร้อมทั้งผู้ร่วมงานได้ร่วมใจกันอธิษฐานเพื่อโครงการนี้จะได้สำเร็จ ในปีต่อมาเจ้าหน้าที่สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือไปถึงสภาคริสตจักรสากลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสภาคริสตจักรสากลได้รับคำร้องขอแล้วก็มิได้เพิกเฉย ได้ตอบมาว่าขณะนี้ยังไม่มีทุนทรัพย์ที่จะช่วยได้ทันทีแต่จะพยายามติดต่อกับคริสตจักรและคณะต่างๆ ได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ประทีปของไทยได้รอคอยด้วยคำอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ 1 ปีต่อมาก็ได้รับคำตอบจากสภาคริสตจักรสากลฯว่า มีคริสตจักรแห่งหนึ่งได้ถวายเงินจำนวน 80,000.00 บาท (แปดหมื่นบาท) เพื่อโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ของประทีปของไทย ต่อมาทางสภาคริสตจักรสากลฯ ได้แจ้งมาอีกว่า มีคริสตจักรบางแห่งได้ถวายเงินเข้าสมทบ ประทีปของไทยสามารถเริ่มก่อสร้างอาคารใหม่ได้ คณะกรรมการอำนวยการฯ พร้อมทั้งอนุกรรมการก่อสร้างอาคารใหม่รู้สึกของคุณพระเจ้า ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันหลายครั้ง ในที่สุดได้จัดให้มีพิธีวางศิลารากขึ้น ในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ.1977 ในการดำเนินการก่อสร้าง สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้ช่วยเหลือประทีปของไทยอย่างเต็มที่ นอกจากการติดต่อกับสภาคริสตจักรสากลแล้ว ยังได้ช่วยการก่อสร้างโดยมอบเงินจำนวน 50,000.00 บาท (ห้าหมื่นบาท) ในนามของสภาคริสตจักรในประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีท่านผู้มีน้ำใจศรัทธาถวายเพื่อโครงการนี้จากคริสตจักรต่างๆ ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ทำให้การก่อสร้างนี้สำเร็จได้เรียบร้อย และได้จัดให้มีพิธีมอบถวายอาคารในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1978 โดยมี ศาสนาจารย์ทองคำ พันธุพงศ์ ประธานสภาคริสตจักรในขณะนั้นเป็นผู้ประกอบพิธี มีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมจำนวนมากมาย
นับเป็นความปิติยินดีท่ามกลางความโศกเศร้าโดยแท้ ซึ่งก่อนที่จะถึงวันพิธีเปิดฉลอง ผู้อำนวยการของประทีปของไทยคือ ศาสนาจารย์เจ.ที.พอล มานีคัม ซึ่งป่วยและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคได้ถึงแก่กรรมลงในคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1978 ราวกับจะเป็นการบอกว่า ภารกิจของท่านได้สิ้นสุดลงแล้ว สำนักงานใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีขึ้นได้ กลับได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยและจะเป็นสถานที่รับใช้พันธกิจของพระเจ้าต่อไป นับเป็นเกียรติแก่ครอบครัวมานีคัมที่แขกผู้มีเกียรติหลายท่านที่มาร่วมพิธีเปิดอาคารได้มีโอกาสมาร่วมงานศพของศาสนาจารย์เจ.ที.พอล มานีคัม อย่างคับคั่งพร้อมเพรียง
พันธกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมไม่มีการสิ้นสุด ก่อนหน้าที่จะล้มป่วยลง ศาสนาจารย์เจ.ที.พอล มานีคัม และคณะกรรมการอำนวยการฯ ได้ไปติดต่อขอร้องอาจารย์สุภาพร อินแสง ซึ่งมีภาระหน้าที่ในฐานะอนุศาสกโรงเรียนดาราวิทยาลัย ให้ไปช่วยทำงานที่ประทีปของไทยในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ การติดต่อเจรจาดำเนินไปหลายครั้งหลายหน โดยอาจารย์
การสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ เพื่อรับภาระในด้านการบริหารงานนับว่าหนักอยู่แล้ว เมื่อรวมภาระที่จะต้องหาทุนทรัพย์มาดำเนินการต่อไป จะเห็นว่าเป็นงานที่หนักมาก กรรมการอำนวยการจึงมองหาบุคคลที่จะมาช่วยแบกภาระเหล่านี้ หลังจากที่ได้ติดต่อบุคคลบางท่านแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ด้วยแรงอธิษฐานและด้วยการทรงนำของพระเจ้า คณะกรรมการอำนวยการประทีปของไทยและสภาคริสตจักรฯ ได้ขอร้องและเชิญ ศาสนาจารย์นอร์แมน โรดาเมล ผู้ซึ่งเคยเป็นมิชชันนารีประจำประเทศไทยเคยร่วมงานและแบกภาระของประทีปของไทยร่วมกับศาสนาจารย์เจ.ที.พอล ในสมัยนั้น และได้กลับไปอาศัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีธุรกิจที่มั่นคงเป็นเวลา 8 ปีแล้ว ศาสนาจารย์นอร์แมนได้ ได้ตัดสินใจรับคำขอร้องและคำเชิญของกรรมการอำนวยการประทีปของไทยและสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยยอมขายกิจการที่มีอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อมารับใช้พระเจ้าในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งในตำแหน่งผู้อำนวยการประทีปของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1979 จนถึงปี 1982 นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าต่องานของประทีปของไทย และเพื่องานของประทีปของไทยจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องคริสเตียนและคริสตจักรในประเทศไทยโดยแท้
กิจการของประทีปของไทยได้เริ่มตามการทรงนำของพระเจ้า และเชื่อว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้ชาวไทยมีโอกาสศึกษาและรับพระพรจากพระวจนะของพระเจ้า
